เจตจำนงเพื่อล่มโต๊ะเจรจาของรัฐบาลไทยโดยใช้เงื่อนไขล่วงหน้าที่สูงเหลือเกิน

NIAT MERUNTUHKAN MEJA RUNDINGAN RTG GUNAKAN PRASYARAT MELANGIT
.
วารสาร SURAT ฉบับที่ 116 พฤษภาคม/มิถุนายน 2568 หน้าที่ 6-7
แปลโดย ชินทาโร่ ฮาร่า
.

เบื้องหลังความพยายามเพื่อสร้างสันติภาพระหว่างแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปาตานี (BRN) กับรัฐบาลไทย (RTG) ที่ดำเนินมาเป็นเวลา 13 ปี มีความล้มเลวที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ บนโต๊ะเจรจาที่ดูเหมือนว่าเปิดเผย ตามที่ฝ่ายรัฐบาลไทยตั้งเงื่อนไขล่วงหน้าที่ยากที่จะบรรลุ หรือที่ถูกต้องก็คือ เงื่อนไขเหล่านี้ถูกตั้งมาเพื่อล้มการเจรจา

ในเรื่องนี้ ฝ่ายรัฐบาลไทยที่ใช้เงื่อนไขสามข้อนี้ก็ได้รับคำวิจารณ์ว่าเป็นการตั้งเงื่อนไขที่ไม่สมดุล และไม่สามารถนำมาปฏิบัติไม่ได้ตามบริบทความเป็นจริงในพื้นที่ คำวิจารณ์เหล่านี้มาจากฝ่ายต่าง ๆ เช่น องค์กรภาคประชาสังคมและองค์กนนอกภาครัฐในพื้นที่ นอกจากนี้ ยังมีนักวิจาการที่ติดตามพัฒนาการของกระบวนการสันติภาพตั้งแต่จุดเริ่มตนจนถึงทุกวันนี้

ทั้งนี้ รัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ดูเหมือนว่าสูญเสียทิศทาง และไม่มียุทธศาสตร์ที่เพียงพอเพื่อเผชิญหน้ากับข้อท้าทายต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในการเจรจาสันติภาพ เพราะมีความแตกแยกระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ดังเช่นนักการเมือง สภาความมั่นคงแห่งชาติและกองทัพ ความไม่ลงรอยกันเช่นนี้ย่อมให้เกิดปัญหาสำหรับคณะรัฐมนตรีและรัฐบาล ที่กำลังประสบวิกฤตความน่าเชื่อถือและความแตกสลายของข้อตกลงเพื่อจัดตั้งรัฐบาลผสม ซึ่งมีผลกระทบต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

ข้อแรก รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ภูมิธรรม เวชยชัย ก็แค่สามารถทำท่าที่จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ปาตานีอย่างเดียว แต่กองทัพก็ไม่ให้ความสำคัญกับภูมิธรรมซึ่งเป็นอดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์และอำนาจของเขาก็ถูกลิดรอนโดยแม่ทัพภาคที่ ๒ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า แกแค่เป็นนักการเมืองที่ไม่ได้รับความเคารพใด ๆ จากกองทัพ และตัวแสดงเกาตัวหนึ่งในเวทีละครการเมืองเท่านนั้น

ข้อที่สอง สภาความมั่นคงแห่งชาติที่นำโดยเลขาธิการ ฉัตรชัย บางชวด เป็นหน่วยงานรัฐบาลไทยที่มีความรับผิดชอบต่อกระบวนการเจรจาสันติภาพของปาตานี แต่ความสามารถของหน่วยงานดังกล่าวถูกตั้งคำถามโดยหลายฝ่ายรวมถึงกองทัพ เพราะยุทธศาสตร์ที่มาจาก สมช. ไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลที่มีนัยสำคัญในกระบวนการสันติภาพในระยะเวลา 13 ปีที่ผ่านมา

ข้อที่สาม กองทัพมีบทบาทตามกฎหมายความมั่นคงทั้งสามฉบับที่บังคับใช้อยู่ที่ปาตานี และยังยืนหยัดที่จะดำเนินปฏิบัติการทางการทหารอย่างเต็มทีและก้าวร้าว ทั้งนี้ การปฏิบัติการต่าง ๆ ของฝ่ายกองทัพถูกดำเนินการโดยประเภทของกองกำลังที่มีทั้งหมด 7 ประเภทโดยมีอาวุธและยุทโธปกรณ์ทั้งสมัยดังนี้

1. ทหารประจำ 50,000 – 60,000 นาย
2. ทหารพราน 20,000 นาย
3. ตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษ (นปพ.) 5,000 นาย
4. ตำรวจ 10,000 นาย
5. กองอาสารักษาดินแดน (อ.ส.) 30,000 นาย
6. ชุดปฏิบัติการตำบล 5,000 นาย
7. ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) 10,000 นาย

สภาพเช่นนี้ชี้ให้เห็นว่า ฝ่ายกองทัพสยามไม่ต้องการที่จะเปิดโอกาสให้แก่หน่วยงานอื่น ๆ เพื่อใช้ช่องทางในทางการทูตหรือการเมืองเพื่อดำเนินกระบวนการเจราจาสันติภาพกับบีอาร์เอ็น ทัศนคติที่ดื้อรั้นเช่นนี้ก็ถูกเผยแพร่ในสื่อมวลชนดังเช่นสถานีโทรทัศน์และสื่ออื่น ๆ โดยบรรดาอดีตทหาร

เงื่อนไขล่วงหน้าของรัฐบาลไทยที่นำเสนอโดยภูมิธรรมนั้นเป็นข้อเรียกร้องก่อนที่การพูดคุยที่มีนัยสำคัญจะเกิดขึ้น ซึ่งตามเงื่อนไขดังกล่าว ฝ่ายนักต่อสู้บีอาร์เอ็นจำเป็นต้องตามประเด็นต่อไปนี้ก่อนกระบวนการสันติภาพ ได้แก่

a. ลดการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ
b. ยอมรับความหลากหลายและสังคมพหุวัฒนธรรม
c. การแก้ไขอย่างใดก็ตามต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขความเป็นรัฐเดียวของประเทศไทย

หากดูผ่าน ๆ เงื่อนไขทั้งสามข้อก็ดูเหมือนสมควรและสอดคล้องกับหลักการความมั่นคง แต่จากแง่มุมของความเป็นจริงทางการเมืองและประวัติศาสตร์ของความขัดแย้ง การตั้งเงื่อนไขเช่นนี้เป็นการกำหนดวาทกรรมฝ่ายเดียวที่ทำให้การเจรจาที่แท้จริงยากที่จะเกิดขึ้น

1. การลดปฏิบัติการทางการทหารซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ไม่สมดุล

การกำหนดให้การลดการใช้ความรุนแรงเป็นเงื่อนไขล่วงหน้าเป็นภาระของฝ่ายนักต่อสู้ปลดปล่อยปาตานีฝ่ายเดียว ทั้ง ๆ ที่ปฏิบัติการทางการทหารของฝ่ายสยามก็มีการใช้ความรุนแรงเช่นกัน ดังที่การจับกุมโดยพลการ และการควบคุมอันเข้มงวดต่อสังคมมลายูปาตานีในพื้นที่ ในพื้นที่ความขัดแย้งอื่น ๆ การเรียกร้องในการหยุดยิงควรเป็นประเด็นการเจรจาของทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่การหยุดยิงต้องเกิดขึ้นฝ่ายเดียว หากคู่กรณีฝ่ายเดียวถูกดบังคับเพื่อแสดงเจตจำนงที่ดี ความสมดุลในการเจรจาก็จะหายไป

2. แนวคิดความหลากหลาย และพหุวัฒนธรรมเป็นการเปลี่ยนแปลงโดยไม่มีขอบเขต

การยอมรับความหลากหลายและแนวคิดพหุวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ดีตามทฤษฎี แต่หากสิ่งเหล่านี้ถูกนำมาใช้เป็นเงื่อนไขล่วงหน้าของการเจรจาโดยไม่มีพื้นที่เพื่อพิจารณาความเป็นจริงตามประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของคนในพื้นที่ ก็เท่านกับการปฏิเสธความใฝ่ฝันของประชาคมปาตานีที่เรียกร้องการยอมรับอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของตนเอง ในหลายกรณี พหุวัฒนธรรมที่ถูกบังคับโดยรัฐมักจะเป็นการผสมกลมกลืนมากกว่า และเป็นภัยที่ซ่อนเร้นสำหรับศาสนาด้วย

3. ความเป็นรัฐเดียวของประเทศไทยเป็นขอบเขตที่เด็ดขาดและไม่มีการแบ่งแยกดินแดน

เงื่อนไขล่วงหน้าสะท้อนความกลัวในหมู่ทหารที่คาดการณ์ได้ต่อความเป็นไปได้ในการแบ่งแยกดินแดน ซึ่งเป็นเป้าหมายของการสงครามและความขัดแย้งด้วยอาวุธ ในแง่มุมที่กว้างกวา “สิทธิในกำหนดชะตากรรมด้วยตนเอง” หรือ right to self-determination ถูกบันทึกไว้ในกฎบัตรองค์การสหประชาชาติ และในกลไกของสหประชาชาติเพื่อแก้ไขความขัดแย้งหรือสงครามก็ยังมีทางเลือกที่ไม่ได้เขียนไว้ด้วย อย่างไรก็ตาม การแยกตัว (secession) จากรัฐเดียวก็สามารถผ่านกลไกและได้รับการยินยอมจากสหประชาชาติได้ด้วย

ด้วยการตั้งเงื่อนไขล่วงหน้าตั้งแต่แรก รัฐบาลไทยพยายามควบคุมรูปแบบและผลการเจรจาอย่างเด็ดขาด เพื่อให้พวกเขาดูเหมือนว่าเป็นฝ่ายที่ “เปิดประตู่แห่งการเจรจา” แต่ก็ยังตั้งเงื่อนไขอีก

หากต้องการผลสำเร็จ การเจรจาต้องเริ่มต้นด้วยการยอมรับว่า ทุกฝ่ายมีผลประโยชน์และความใฝ่ฝันที่มีความชอบธรรม เพราะเป้าหมายของการเจรจาไม่ใช่ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยอมจำนนต่อวาทกรรมแห่งความเป็นเหนือกว่าของฝ่ายรัฐ แต่เป็นการสร้างพื้นที่ทางการเมืองเพื่อประนีประนอมด้วยบริสุทธิ์ใจ หากใช้เงื่อนไขล่วงหน้าที่สูงเกินไปเช่นนี้ ฝ่ายรัฐบาลไทยก็ไม่ใช่แค่พยายามล้มโต๊ะเจรจา แต่พวกเขายังทำลายโอกาสเพื่อให้เกิดสันติภาพอันแท้จริงที่ปาตานีด้วย

.
หมายเหตุ :
1. The Motive เปิดพื้นที่ของการสื่อสาร ทำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
2.บทความนี้ แปลจาก วารสาร SURAT ฉบับ 116 พฤษภาคม/มิถุนายน 2568 หน้าที่ 6-7 แปลโดยชินทาโร่ ฮาร่า ซึ่งทาง The Motive เล็งเห็นถึงประโยชน์จากบทความดังกล่าวเพื่อให้ผู้อ่านได้ทำความเข้าใจต่อกระบวนการสันติภาพปาตานีจากมุมมองของฝ่ายที่เห็นต่างจากรัฐ และได้รับอนุญาตการแปลความจากกองบรรณาธิการของวารสาร SURAT ซึ่งเป็นวารสารภาษามลายู (รูมี-ยาวี) ที่เผยแพร่อยู่ในต่างประเทศและพื้นที่ปาตานี/ชายแดนใต้ ในรูปแบบของไฟล์พีดีเอฟ มีลักษณะของการส่งต่อในอีเมลล์ เพื่อสื่อสารเรื่องราวสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัฐไทยกับขบวนการเอกราชปาตานีในปัจจุบัน