
อิสมาอีล ฮายีแวจิ
.
เมื่อพูดถึงประวัติศาสตร์การทำข่าวในจังหวัดชายแดนภาคใต้/ปาตาน่ หลายคนอาจรู้จักชื่อ “โต๊ะข่าวภาคใต้” ในฐานะพื้นที่ทำงานร่วมกันของผู้สื่อข่าวจากหลายสำนักที่ร่วมรายงานสถานการณ์ความขัดแย้งมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2548-2550 ก่อนจะกลายเป็นต้นแบบสำคัญของการทำข่าวในพื้นที่ความขัดแย้งของประเทศไทย
.
เวลากว่า 21 ปีผ่านไป ภูมิทัศน์สื่อในพื้นที่ได้เปลี่ยนแปลงจากยุคหนังสือพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ สู่ยุคสื่อออนไลน์และสื่อภาคประชาชน ขณะที่ผู้คนรุ่นใหม่จำนวนมากเริ่มลุกขึ้นมาสร้างพื้นที่สื่อของตนเอง เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของชายแดนใต้/ปาตานี จากมุมมองของคนในพื้นที่
.
เวทีเสวนา “โต๊ะข่าวภาคใต้ : ประวัติศาสตร์สื่อสันติภาพร่วมสมัย” ภายใต้โครงการประชุมปฏิบัติการเพื่อพัฒนาเครือข่ายสื่อมวลชน สื่อภาคพลเมืองและสื่อสาธารณะเพื่อสันติภาพ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17–19 กรกฎาคม 2569 ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จึงไม่ใช่เพียงการรำลึกอดีต แต่เป็นการเชื่อมโยงประสบการณ์ของสื่อหลายยุคหลายสมัยเข้าด้วยกัน
.
บนเวทีเดียวกันอดีตสมาชิก “โต๊ะข่าวภาคใต้” ทั้งนายสมเกียรติ จันทรสีมา นายมูฮำมัดอายุบ ปาทาน นายภาสกร จำลองราช นายปิยศักดิ์ อู่ทรัพย์ และนางสาวฐิตินบ โกมลนิมิตร ได้ร่วมถ่ายทอดบทเรียนการทำงานในพื้นที่ความขัดแย้ง ขณะที่นายอิสมาอีล ฮายีแวจิ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Wartani และ The Motive รวมทั้งนายรุสลาน มูซอ บรรณาธิการสำนักสื่อ Wartani คนปัจจุบัน ได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อการเปลี่ยนผ่านของสื่อยุคดิจิทัลและบทบาทของสื่อรุ่นใหม่ในกระบวนการสันติภาพ
.
จาก Wartani สู่ The Motive
หาก “โต๊ะข่าวภาคใต้” คือ จุดเริ่มต้นของการรายงานข่าวชายแดนใต้/ปาตานีในระดับสื่อกระแสหลัก
.
การเกิดขึ้นของ Wartani ในปี 2554 คือ จุดเริ่มต้นของการสร้าง “สื่อโดยคนในพื้นที่”
.
Wartani ถือกำเนิดจากการรวมตัวของเครือข่ายสื่อคนรุ่นใหม่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้/ปาตานี ภายใต้ความเชื่อว่าคนในพื้นที่ควรมีสิทธิ์เล่าเรื่องราวของตนเอง ทั้งในประเด็นสิทธิมนุษยชน ความยุติธรรมและผลกระทบจากความขัดแย้งที่สื่อกระแสหลักอาจมองไม่เห็น
.
ตลอดช่วงปี 2556-2559 ทีมก่อตั้งสำนักสื่อ Wartani ไม่เพียงรายงานข่าวจากแนวหน้า แต่ยังพัฒนาหลักสูตรผลิตนักสื่อสารภาคประชาชน ผ่านโครงการ Wartani Grassroot Media (WGM) เพื่อกระจายโอกาสให้ประชาชนสามารถสื่อสารเรื่องราวของชุมชนด้วยตนเอง
.
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายด้านความปลอดภัย การคุกคามและข้อจำกัดด้านรายได้ ทำให้ทีมผู้ก่อตั้งต้องยุติบทบาทลงชั่วคราวในปี 2559
.
บทเรียนที่นำไปสู่ The Motive
หลังนายมูฮำหมัดอัณวัร หะยีเต๊ะ ผู้ริเริ่มชักชวนและหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Wartani ใช้เวลากว่า 3 ปี ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของสื่อดิจิทัล ทั้งจาก The Standard, The Momentum, The101 .world และ The Isaan Record ก่อนกลับมาชักชวนเพื่อนร่วมอุดมการณ์ก่อตั้ง The Motive อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2563 หรือทำสื่อใหม่อีกครั้ง
.
ทีมผู้ก่อตั้งนำบทเรียนจากสำนักสื่อ Wartani มาทบทวนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเรื่องความยั่งยืนขององค์กร การดูแลคนทำงานและการปรับตัวสู่การเป็นสื่อดิจิทัลที่ผลิตเนื้อหาเชิงลึก มากกว่าการแข่งขันข่าวรายวัน
.
วิสัยทัศน์ขององค์กรที่กำหนดไว้ตั้งแต่วันก่อตั้ง คือ “รังสรรค์สังคมตื่นรู้ กระตุ้นการขบคิดของผู้คน”
.
แม้ในวันเปิดตัว The Motive ตั้งใจทำงานด้านการเมือง อัตลักษณ์และกระบวนการสันติภาพ แต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 กลับทำให้สำนักข่าวต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว รายงานสถานการณ์การระบาด ผลกระทบต่อชุมชนและประเด็นสาธารณสุข ก่อนจะกลับมาทำงานด้านการเมือง สิทธิมนุษยชน และกระบวนการสันติภาพตามพันธกิจเดิมเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย
.
ประวัติศาสตร์ที่ยังเดินต่อ
บนเวทีเสวนาครั้งนี้เรื่องราวของ “โต๊ะข่าวภาคใต้”, สำนักสื่อ Wartani และ The Motive อาจอยู่ต่างยุค ต่างรูปแบบการทำงาน แต่ล้วนมีจุดร่วมเดียวกัน คือ ความพยายามสร้างพื้นที่สาธารณะสำหรับการสื่อสารบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง การรับฟังและความเข้าใจในสังคมที่มีความแตกต่างจากพื้นที่อื่นในประเทศไทย
.
การย้อนรำลึกประวัติศาสตร์จึงไม่ใช่เพียงการมองย้อนกลับไป หากแต่เป็นการส่งต่อบทเรียนจากคนทำสื่อรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง เพื่อให้การสื่อสารยังคงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้/ปาตานีต่อไป