ความเป็นจริงของการต่อสู้ปาตานีในการรับมือกระบวนการสันติภาพ

HAKIKAT PERJUANGAN PATANI DALAM MENGHADAPI PROSES DAMAI
.
วารสาร SURAT ฉบับที่ วารสาร SURAT ฉบับที่ 121 พฤศจิกายน 2568 หน้าที่ 6-7
.
แปลโดย ชินทาโร่ ฮาร่า

.
กระบวนการสันติภาพปาตานียังไม่สำเร็จสำหนับการสร้างความมั่นใจในหมู่ประชาชน เพราะแทบจะไม่มีความคืบหน้าตามที่รัฐบาลขาดความกล้าหาญทางการเมืองที่จะแตะต้องรากเหง้าของปัญหาอันแท้จริง
.

รัฐบาลที่กรุงเทพฯ เน้นย้ำความมั่นคง แต่ไม่ให้ความสำคัญกับประเด็นหลักต่าง ๆ ตั้งแต่การเจรจาอย่างเป็นทางการระหว่างบีอาร์เอ็นกับรัฐบาลไทยเริ่มต้นเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว
.
รัฐบาลไทยมักจะอ้างว่า ประเทศไทยมีความจริงจังในเรื่องความมั่นคง แต่ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พวกเขาพูดอีกอย่างหนึ่งว่า ประเทศไทยพยายามจะแสวงหาแนวทางแก้ไขทางการเมือง และให้ความเป็นธรรมกับสังคมภาคใต้/ปาตานีในทุกด้าน
.
ความจริงแล้ว กระบวนการสันติภาพที่ดำเนินอยู่ขาดความน่าเชื่อถือ แต่ถูกออกแบบเพื่อไม่ให้แตะต้องรากเหง้าของความขัดแย้งที่แท้จริงเลย ปาตานีไม่ต้องการการเจรจาที่มักจะเป็นละครเวทีที่เล่นฉากต่าง ๆ โดยไม่มีทิศทางที่ชัดเชน
.
หรือการพูดคุยที่แค่พูดถึงประเด็นผิวพื้นหรือประเด็นความมั่นคงประเด็นเดียว ปาตานีต้องการความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง การแก้ไขประวัติศาสตร์ และแนวทางแก้ไขทางการเมืองที่ซื่อสัตย์ ตราบใดที่รัฐบาลไทยหลีกเลี่ยงกระบวนการสันติภาพอันแท้จริง ผลที่ตามมาก็มีแค่ความขัดแย้งที่ยืดยาวโดยไม่มีจุดจบ
.
ความขัดแย้งที่ปาตานีเป็นเรื่องการเมืองและประวัติศาสตร์ ที่เกิดจากโยบายผสมกลมกลืนในประเทศไทยที่ทำลายอัตลักษณ์ (ของชาว) มลายู และการปฏิเสธอำนาจการเมืองท้องถิ่น นโยบายการแผลงเป็นไทย (Thaification) กดขี่วัฒนธรรมในพื้นที่เพื่อให้ความขัดแย้งเป็นเรื่องความมั่นคงภายใน และทำให้กองทัพควบคุมทุกอย่าง
.
ส่วนสิทธิทางการเมืองถูกปฏิเสธ ประวัติศาสตร์การเมือง (ในพื้นที่) ถูกลบ และเสียงของประชาชนไม่ได้รับความสำคัญใด ๆ ทั้ง ๆ ที่ความขัดแย้งนี้เป็นความขัดแย้งทางการเมือง ที่ต้องได้รับการแก้ไขด้วยวิธีการทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทยเลือกที่จะใช้วิธีการทางการทหาร จนถึงกระบวนการสันติภาพดำเนินอย่างไม่ตรงเป้าหมายเพื่อสร้างสันติภาพอันแท้จริง
.
การลุกขึ้นของประชาชนปาตานีในรูปแบบขบวนการต่อสู้ปาตานีนี้ไม่ใช่พวกสุดโต่ง แต่ (การต่อสู้ที่เน้นย้ำ) สิทธิความเป็นเจ้าของ (อธิปไตย) และสิทธิมนุษยชน ขบวนการต่อสู้ปาตานีมักจะถูกประทับตราว่าเป็นพวกสุดโต่ง แต่ความเป็นจริงก็ไม่เป็นเช่นนั้นเลย
.

ในบริบทประวัติศาสตร์การเมืองและมนุษยธรรม ขบวนการปาตานีควรถูกมองว่าเป็นการเรียกร้องสิทธิความเป็นเจ้าของ (สิทธิกำหนดชะตากรรมด้วนตนเอง) และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชนปาตานีที่ถูกให้เป็นกลุ่มชายขอบมานาน การประทับตราว่าเป็นกลุ่มสุดโต่งของไทยก็เท่ากับไม่ให้ความสำคัญกับข้อเรียกร้องของประชาชน และปกปิดความเป็นจริงว่า ความขัดแย้งที่ปาตานีเกิดขึ้นจากความไม่เป็นธรรมด้านการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม
.

ดังนั้น ขบวนการปาตานีเรียกร้องการแก้ไขความขัดแย้งด้วยกระบวนการทางการเมืองเพื่อยุติความเป็นปรปักษ์กัน กองกำลังที่ปาตานีก็ไม่ได้เกิดขึ้นโดยทันที แต่เกิดจากความไม่พอใจอันลึกซึ้งของประชาชนปาตานีเพราะพวกเขารู้สึกว่า ข้อเรียกร้องและความใฝ่ฝันของพวกเขาถูกรัฐบาลไทยปฏิเสธตั้งแต่สมัยหะยีสุหลง
.

และในเมื่อพื้นที่ทางการเมืองถูกจำกัดและสิทธิความเป็นเจ้าของถูกปฏิเสธ กระบวนการสันติภาพก็ไม่สามารถรับมือกับปัญหารากเหง้าของความขัดแย้ง ประชาชนบางส่วนก็มองว่า การต่อสู้ด้วยอาวุธ (ของขบวนการ) เป็นปฏิกิริยาต่อการล่าอาณานิคมอันยาวนานที่ให้เกิดการกดขี่และความไม่เป็นธรรมอันยาวนาน
.
ความขัดแย้งด้วยอาวุธนั้นไม่ได้เกิดจากความต้องการของประชาชนในพื้นที่ แต่พวกเขาต้องต่อสู้ (ด้วยอาวุธ) เพื่อความสงบในชีวิตและอนาคตของคนรุ่นใหม่ สังคมในพื้นที่ต้องการอยู่อย่างสงบ แต่ไม่ใช่ความมั่นคงที่พวกเขาต้องปิดปากตลอด พวกเขาต้องการการพัฒนาแต่ไม่ใช่การพัฒนาที่ทำลายอัตลักษณ์และสิทธิของพวกเขา สำหรับประชาชนในพื้นที่ การต่อสู้ก็เกิดขึ้นเฉพาะเมื่อสิทธิของพวกเขาถูกปฏิเสธ
.

ในการแก้ไขความขัดแย้ง ไม่ควรลืมประเด็นสิทธิของประชาชนปาตานีซึ่งเป็นรากเหง้าของความขัดแย้ง นอกจากอัตลักษณ์และการศึกษา มีหลายประเด็นที่ไม่ควรถูกมองข้ามไม่ว่าจะเป็นสิทธิมนุษยชน สิทธิความเป็นเจ้าของ และสิทธิต่อทรัพยากรธรรามชาติ
.

สิทธิความเป็นเจ้าของต้องอยู่ที่คนพื้นเมืองเพื่อให้พวกเขาสามารถจัดการตนเองในพื้นที่ประชาคมปาตานี (รวมถึง) สิทธิต่อทรัพยากร (เช่น) ที่ดิน ทะเล ป่าไม้ ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งถือว่าเป็น (สิ่งที่เชื่อมโยงกับ) อัตลักษณ์และวัฒนธรรมเพื่อความต่อเนื่องของชีวิตในสังคม หากทรัพยากรถูกบริหารโดยไม่คำนึงถึงเสียงของคนในพื้นที่ มันก็ไม่ใช่การพัฒนา แต่การปฏิเสธสิทธิของคนพื้นเมืองในปาตานี
.
กระบวนการสันติภาพที่เกิดขึ้นในหลาย ๆ พื้นที่ของโลก ต้องตระหนักถึงความเป็นจริงของสันติภาพอันแท้จริง สันติภาพไม่ได้หมายความว่าไม่มีเสียงระเบิดและเสียงปืน แต่สันติภาพคือความยุติธรรม ศักดิ์ศรี และการยอมรับสิทธิของประชาชน
.

สันติภาพอันแท้จริงจะเกิดขึ้นจากการแก้ไขปัญหารากเหง้าของความขัดแย้ง การเคารพอัตลักษณ์ของประชาชน การเปิดพื้นที่ทางการเมืองเพื่อให้ประชาชนกำหนดอนาคตของตัวเอง และอำนาจไม่ถูกผูกขาดโดยศูนย์กลางหรือฝ่ายความมั่นคง สันติภาพจะไม่เกิดขึ้นหากไม่มีความยุติธรรม และความยุติธรรมย่อมไม่เกิดขึ้นหากไม่มีการยอมรับ และต้องมีความกล้าเพื่อให้มีการยอมรับและต่อต้านการกดขี่ของนักล่าอาณานิคม
.
.

หมายเหตุ :
1. The Motive เปิดพื้นที่ของการสื่อสาร ทำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
2.บทความนี้ แปลจาก วารสาร SURAT ฉบับ 121 พฤศจิกายน 2568 หน้าที่ 6-7 แปลโดยชินทาโร่ ฮาร่า ซึ่งทาง The Motive เล็งเห็นถึงประโยชน์จากบทความดังกล่าวเพื่อให้ผู้อ่านได้ทำความเข้าใจต่อกระบวนการสันติภาพปาตานีจากมุมมองของฝ่ายที่เห็นต่างจากรัฐ และได้รับอนุญาตการแปลความจากกองบรรณาธิการของวารสาร SURAT ซึ่งเป็นวารสารภาษามลายู (รูมี-ยาวี) ที่เผยแพร่อยู่ในต่างประเทศและพื้นที่ปาตานี/ชายแดนใต้ ในรูปแบบของไฟล์พีดีเอฟ มีลักษณะของการส่งต่อในอีเมลล์ เพื่อสื่อสารเรื่องราวสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัฐไทยกับขบวนการเอกราชปาตานีในปัจจุบัน