ประชาคมปาตานีสมควรที่จะเรียกร้องการปกครองตนเอง

TUNTUTAN PEMERINTAHAN SENDIRI KOMUNITI PATANI SUATU KEWAJARAN
.
วารสาร SURAT ฉบับที่ 122 มกราคม 2569 หน้าที่ 6-7
แปลโดย ชินทาโร่ ฮาร่า
.

ความขัดแย้งอันยืดยาว ไม่ว่าเกิดขึ้นที่ไหนก็ตาม จะบรรลุแนวทางแก้ไขอันแท้จริงในเมื่อราเหง้าของปัญหาได้รับการยอมรับ และรับมือกับปัญหาดังกล่าวอย่างเหมาะสม สำหรับปาตานี ข้อเรียกร้องการปกครองตนเองในกระบวนการสันติภาพไม่ใช่แนวคิดที่สุดโต่ง หรือเป็นภัยต่อรัฐไทย
.
(ในทางกลับกัน) มันเป็นสิ่งที่สมควร และประชาคมปาตานีจำเป็นต้องมีอำนาจทางการเมือง เพราะข้อเรียกร้องดังกล่าวเกิดจาก (ภูมิหลังทาง) ประวัติศาสตร์ที่ประชาคมปาตานีถูกปฏิเสธสิทธิมาตลอด ตามด้วยความล้มเหลวของนโยบายจากรัฐบาลกลางที่กรุงเทพฯ ที่ไม่เข้าใจความเป็นจริงที่ปาตานีจนถึงความขัดแย้งเกิดขึ้นเหมือนโดมีโน่
.
ข้อเรียกร้องการปกครองตนเองที่ปาตานีไม่ใช่วาทกรรมที่เพิ่งเกิดขึ้นจากความเหน็ดเหนื่อยต่อความขัดแย้งในปัจจุบัน (แต่ที่มาของข้อเรียกร้องข้อนี้คือ) ความทรงจำเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมืองของประชาชนปาตานีอันยาวนาน ตั้งแต่สมัยหะยีสุหลงในกลางศตวรรษที่ 20
.
ที่จริงแล้ว เสียงเรียกร้องในวันนี้เป็นเสียงสะท้อนจากข้อเรียกร้องดั้งเดิม (ของหะยีสุหลง) ที่ถูกเสนอมาด้วยสันติวิธี ภายใต้รัฐธรรมนูญ และอย่างมีมารยาท ในปี 2490 หะยีสุหลงได้ยื่นข้อเรียกร้องเจ็ดข้อที่เป็นที่รู้จักกันโดยมีสาระสำคัญที่ชัดเจน – การยอมรับอัตลักษณ์ของ (ชาว) มลายูอิสลาม การปกครองระดับพื้นที่โดยคนที่เกิดในพื้นที่ ความเป็นธรรมและการศึกษา ภาษา ศาสนา และการบริหารพื้นที่ (จังหวัดชายแดนภาคใต้)
.
ข้อเรียกร้อง (ของหะยีสุหลงเหล่านี้) ไม่มีลักษณะเป็นการแบ่งแยกดินแดน แต่เป็นการเรียกร้องการปกครองตนเอง (autonomy) ภายใต้กรอบการเมืองที่ยุติธรรม
.
อย่างไรก็ตาม รัฐไทยตอบต้องด้วยการกดขี่และการปราบปราม จนถึงหะยีสุหลงถูกจำคุก และในที่สุดถูกบังคับสูญหาย หลังจากนั้น ข้อเรียกร้องของประชาชนก็ไม่ตาย แต่มันเปลี่ยนรูป ในบริบทนี้ ข้อเรียกร้องสำหรับการปกครองตนเอง (ของบีอาร์เอ็น) ต้องถูกตีความว่าเป็นการต่อยอดโดยตรงจากข้อเรียกร้องของหะยีสุหลง ไม่ใช่ข้อเรียกร้องสุดโต่งหรือว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง
.
เพราะจุดจบของข้อเรียกร้องนี้คือหลักการในการกำหนดชะตากรรมด้วยตนเอง (right to self-determination) ซึ่งเป็นหนึ่งในหลักการพื้นฐานในกฎหมายระหว่างประเทศที่ยอมรับสิทธิของชาติใดชาติหนึ่งเพื่อกำหนดระบบการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของตนเอง
.
อย่างไรก็ตาม จนถึงวันนี้ รัฐไทยแค่มองว่าข้อเรียกร้องข้อนี้เป็นภัยต่อความมั่นคงอย่างเดียว ไม่ใช่เจตจำนงทางการเมือง (political will) (ผลที่ตามมาก็คือ) การบังคับใช้กฎหมายพิเศษ ปฏิบัติการทางการทหาร การควบคุมตัวประชาชนที่ไม่มีการพิจารณาคดี (ตามกฎหมายพิเศษ) และการดำเนินคดีอาญาต่อนักเคลื่อนไหว
.
จริง ๆ แล้ว การเมืองควรเป็นพื้นฐานหลักในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง เพราะความขัดแย้งไม่อาจสิ้นสุดด้วยวิธีการทางการทหาร เพราะไม่ใช่แค่ล้มเหลวในการแก้ไขความขัดแย้ง แต่ยังทำให้ปัญหายิ่งซับซ้อนขึ้น
.
แต่สำหรับประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เริ่มมีความตระหนักทางการเมืองว่า รัฐไทยไม่จริงจังในการนำความเป็นธรรม กระบวนการสันติภาพถูกสกัดกั้นด้วยวิธีการด้านความมั่นคงมาโดยไม่มีความยุติธรรม แม้ว่าการพูดคุยเกิดขึ้น แต่สิทธิทางการเมืองของปาตานีไม่ได้รับความสนใจเลย
.
ดังนั้น ด้วยเหตุนี้ ฝ่ายไทยจำเป็นต้องพิจารณาข้อเรียกร้องทางการเมืองที่มีการปกครองตนเองเป็นประเด็นหลักนั้นอย่างสมดุล เพราะความขัดแย้งด้วยอาวุธยังยืดยาว ข้อเรียกร้องนี้เป็นเงื่อนไขต่ำสุด (minimal) เพื่อสร้างการแก้ไขความขัดแย้งที่น่าเชื่อถือ การปกครองตนเองจะอำนวยประชาคมปาตานีเพื่อบริหารปาตานีตามความจำเป็นและประโยชน์ของพื้นที่
.
โมเดลนี้ไม่ใช่การแบ่งแยกดินแดน แต่เป็นการสร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจใหม่ (reconstruction) ที่ยุติธรรมกว่า พื้นที่ความขัดแย้งหลาย ๆ พื้นที่ในโลกพิสูจน์ให้เห็นว่า การปกครองตนเองเป็นรูปแบบการปกครองที่สามารถแก้ไขช่องโหว่ที่เกิดจากความไม่ไว้ใจกัน และคืนศักดิ์ศรีให้กับสังคมในพื้นที่ (ความขัดแย้ง) ด้วย
.
ความจริงก็คือ อำนาจทางการเมืองที่มีความชอบธรรมและได้รับการรับรองด้วยกฎหมายจะเปิดพื้นที่สำหรับความร่วมมืออย่างเป็นระบบ มีศักดิ์ศรีแบะยั่งยืนระหว่างปาตานีกับไทย และตัวแสดงนานาชาติ ในเมื่ออำนาจทางการเมืองเป็นความจริงที่ปาตานี ความสัมพันธ์เชิงความร่วมมือจะทดแทนการบังคับ และการเจรจาจะทดแทนความขัดแย้ง
.

1. มีความเป็นไปได้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างปาตานีกรับรัฐบาลกลางที่กรุงเทพฯ จะเปลี่ยนอย่างสิ้นเชิง จากความสัมพันธ์ที่มีลักษณะเป็นการควบคุมทางการทหาร มันจะสามารถพัฒนาเชิงสถาบัน เช่น สถาบันความมั่นคง การศึกษา เศรษฐกิจ ฯลฯ

2. อำนาจทางการเมืองทำให้ปาตานีสามารถมีบทบาทมากขึ้นในระดับภูมิภาค

3. ในบริบทภายใน อำนาจทางการเมืองจะเปิดพื้นที่สำหรับเอกภาพทางสังคมที่มีความหลากหลายด้านศาสนา ชาติพันธ์ และเชื้อชาติ

4. ในด้านเศรษฐกิจของประชาชน อำนาจทางการเมืองจะเปิดพื้นที่ให้แก่ปาตานีเพื่อกำหนดนโยบายการพัฒนาตามความต้องการของพื้นที่ เช่น การควบคุมการใช้ที่ดิน ทรัพยากรทางทะเล และทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งส่งเสริมศักยภาพของชาวประมง เกษตรกรและผู้ประกอบการขนาดเล็ก ความสงบบนพื้นฐานความยุติธรรมด้านเศรษฐกิจมีเสถียรภาพมากกว่าความมั่นคงที่ถูกบังคับโดยทหาร
.

ข้อเรียกร้องการปกครองตนเองที่ปาตานีเป็นข้อเรียกร้องที่มีความชอบธรรมในด้านประวัติศาสตร์ จริยธรรม การเมือง และกฎหมายระหว่างประเทศ ประชาคมปาตานีจะมีพื้นที่ทางการเมืองที่มีความชอบธรรมและเป็นระบบเพื่อรับรองการดำเนินการในปกครองตนเอง
.
หากมีการปกครองตนเอง การกดขี่และความไม่เป็นธรรมก็จะค่อย ๆ หายไป อำนาจทางการเมืองไม่ใช่แค่เรื่องการปกครองเท่านั้น แต่นี่คือเรื่องศักดิ์ศรี สิทธิความเป็นเจ้าของและสิทธิของประชาชนเพื่อกำหนดอนาคตของพวกเขา
.
ดังนั้น (ข้อเรียกร้องการปกครองตนเอง) สำหรับปาตานีคือประเด็นเกี่ยวกับอนาคต หากไม่มีการยอมรับสิทธิการปกครองตนเอง กระบวนการสันติภาพก็แค่เป็นพิธีกรรมโดยไม่ได้บรรลุผลสำเร็จใด ๆ แต่หากมีการยอมรับต่อข้อเรียกร้องดังกล่าว ไทยกับปาตานีสามารถสร้างเส้นทางนำไปสู่สันติภาพอันยั่งยืน มีศักดิ์ศรี โดยอาศัยความเห็นชอบของทั้งสองฝ่าย
.

หมายเหตุ :
1. The Motive เปิดพื้นที่ของการสื่อสาร ทำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
2.บทความนี้ แปลจาก วารสาร SURAT ฉบับ 122 มกราคม 2569 หน้าที่ 6-7 แปลโดยชินทาโร่ ฮาร่า ซึ่งทาง The Motive เล็งเห็นถึงประโยชน์จากบทความดังกล่าวเพื่อให้ผู้อ่านได้ทำความเข้าใจต่อกระบวนการสันติภาพปาตานีจากมุมมองของฝ่ายที่เห็นต่างจากรัฐ และได้รับอนุญาตการแปลความจากกองบรรณาธิการของวารสาร SURAT ซึ่งเป็นวารสารภาษามลายู (รูมี-ยาวี) ที่เผยแพร่อยู่ในต่างประเทศและพื้นที่ปาตานี/ชายแดนใต้ ในรูปแบบของไฟล์พีดีเอฟ มีลักษณะของการส่งต่อในอีเมลล์ เพื่อสื่อสารเรื่องราวสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัฐไทยกับขบวนการเอกราชปาตานีในปัจจุบัน