
รัฐเปลี่ยนเกม : จากปราบสู่ร่วมวง ช่วงชิงความหมายกับลดทอนความท้าทาย
.
อิสมาอีล ฮายีแวจิ : เขียน/สัมภาษณ์
อับดุลฆอนีย์ มะนอ : ภาพ
.
ในพื้นที่ที่คำว่า “เสรีภาพ” ยังต้องพูดด้วยน้ำเสียงเบาๆ และคำว่า “อัตลักษณ์” ยังต้องต่อรองกับโครงสร้างอำนาจ
.
งานอย่าง MELAYU RAYA ไม่เคยเป็นเพียงเทศกาลเฉลิมฉลองหลังรายอ หากแต่เป็นพื้นที่ที่ผู้คนออกมา “มีตัวตน” ในแบบที่รัฐอาจยังไม่คุ้นเคยนัก
.
จากปี 2565 ที่ผู้จัดต้องเผชิญ “คดีความ” ไปจนถึงปี 2569 ที่เจ้าหน้าที่รัฐกลับเข้ามามีบทบาทในฐานะ “ผู้สนับสนุน”
.
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่งานเปลี่ยนไปอย่างไร แต่คือรัฐกำลังเปลี่ยนวิธีจัดการกับความแตกต่างนี้อย่างไร
.
บทสัมภาษณ์จากนักวิชาการรัฐศาสตร์สองท่าน คือ รองศาสตราจารย์เอกรินทร์ ต่วนศิริ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
.
และอาจารย์ยามารุดดิน ทรงศิริ อาจารย์สำนักวิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
.
ชวนให้เราอ่าน “MELAYU RAYA” ไม่ใช่ในฐานะงานวัฒนธรรม แต่เป็นสนามของการต่อรองเชิงอำนาจ ที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ ความหมาย และยุทธศาสตร์ที่ซ่อนอยู่
—————
สัญลักษณ์รัฐ : การช่วงชิงความหมายในพื้นที่สาธารณะ
เสรีภาพในการแสดงออก : พื้นที่ที่เปิด แต่ไม่เต็มที่
การเปลี่ยนท่าที : จากนิติสงครามสู่การ Normalize
MELAYU RAYA : มากกว่างานวัฒนธรรม
ข้อเสนอแนะ : ทางออกที่ยังต้องหาจุดร่วม
บทสรุปทิ้งท้าย
—————
.

สัญลักษณ์รัฐ : การช่วงชิงความหมายในพื้นที่สาธารณะ
.
1 – รศ.เอกรินทร์ ต่วนศิริ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี อธิบายว่า การปรากฏของธงชาติไทยจำนวนมากในพื้นที่จัดงาน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือ “รีแอคชั่น” ของรัฐ
.
2 – มันคือการสื่อสารผ่าน “ภาษาเชิงสัญลักษณ์” ว่าพื้นที่นี้ยังอยู่ภายใต้ความหมายของความเป็นไทย รัฐไม่ได้ใช้ความรุนแรง ไม่ได้ห้ามจัดงาน แต่เลือกกำกับความหมายของพื้นที่แทน
.
3 – อย่างไรก็ตาม รศ.เอกรินทร์ มองว่า “วิธีการแบบนี้สะท้อนถึงความตื้นเขินของรัฐในการเข้าใจปัญหาชายแดนใต้ ซึ่งมีความซับซ้อนและยาวนานกว่านั้นมาก” รศ.เอกรินทร์ ระบุ
.
4 – ด้านอาจารย์ยามารุดดิน ทรงศิริ อาจารย์สำนักวิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มองไปไกลกว่านั้นว่า
.
5 – “การติดธงชาติและป้ายสัญญะความเป็นชาติไทย การตั้งซุ้มกิจกรรมของหน่วยงานความมั่นคง และการแต่งกายชุดไทยชุดจีน คือ การกระทำเชิงยุทธศาสตร์ที่มีเป้าหมายทางการเมืองอย่างชัดเจน
.
6 – เป็นการยืนยันอำนาจอธิปไตยของรัฐไทยเหนือพื้นที่ทุกกิจกรรมที่เกิดขึ้นภายใต้รัฐไทย ไม่ว่าจะเรียกจังหวัดชายแดนใต้หรือปาตานี
.
7 – พยายามลดทอนความหมายทางการเมืองของงาน พยายามทำให้งาน MELAYU RAYA เหลือแค่งานเชิงวัฒนธรรม
.
8 – ไม่ต่างจากตรุษจีนหรือคริสต์มาส หรือแม้แต่กิจกรรมแข่งนกกรงหัวจุก หรือรวมตัวกันละหมาดวันศุกร์ที่ไม่ได้มีนัยยะทางการเมือง
.
9 – รัฐพยายามตีกรอบความเป็นมลายูให้อยู่ในพหุวัฒนธรรมแบบรัฐไทย เพื่อไม่ให้กลายเป็น “คู่ตรงข้าม” กับรัฐชาติ เหมือนที่ตัวกิจกรรมพยายามจะสื่อสารออกมา” อาจารย์ยามารุดดิน กล่าว
—————
.

เสรีภาพในการแสดงออก : พื้นที่ที่เปิด แต่ไม่เต็มที่
.
10 – รศ.เอกรินทร์ นิยามสถานการณ์นี้ว่าเป็นการเปิดพื้นที่ภายใต้ความไว้วางใจที่ไม่สนิทใจ แม้จะจัดงานได้ แต่รัฐยังคงมองผ่านกรอบความมั่นคง และจับตามองอย่างใกล้ชิด
.
11 – ความต่างจากกรุงเทพฯ คือ ผู้จัดในภาคใต้ต้องอ่านเกมตลอดเวลา ต้องต่อรองกับเจ้าหน้าที่ และที่สำคัญคือ ต้องเซ็นเซอร์ตัวเองให้มากที่สุด เช่น การเลือกธีมงาน การใช้ภาษา ล้วนเป็นการปรับตัวเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทางกฎหมาย
.
12 – ด้านอาจารย์ยามารุดดิน ชี้ว่า “แม้รัฐจะเปลี่ยนจากการห้ามปรามและปราบปรามเมื่อปี 2565 ด้วยการดำเนินคดีผู้จัดงาน มาสู่การอำนวยความสะดวกและสนับสนุนเข้าร่วมกิจกรรมในปี 2569 แต่ในแง่เป้าหมายของงานไม่ได้มีอะไรเปลี่ยน
.
13 – เพราะกิจกรรมนี้ตั้งแต่ปี 2565-2569 ยังคงมีนัยยะของการท้าทาย Narrative และท้าทายอำนาจรัฐชาติไทยอยู่เหมือนเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนคือ วิธีที่รัฐจัดการกับมันมากกว่า” อาจารย์ยามารุดดิน กล่าว
—————
.

การเปลี่ยนท่าที : จากนิติสงครามสู่การ Normalize
.
14 – อาจารย์ยามารุดดิน ตั้งคำถามสำคัญว่า “ทำไมเป้าหมายของงานแทบไม่เปลี่ยน แต่ท่าทีรัฐเปลี่ยน ?”
.
15 – คำตอบของเขาคือ “รัฐกำลังเปลี่ยนจากการใช้นิติสงคราม (Lawfare) ในปี 2565 ไปสู่การ Normalize งานให้เป็นเรื่องปกติ ในปี 2569
.
16 – เพื่อให้สุดท้ายแล้วงาน MELAYU RAYA ไม่ต่างจากงานวัฒนธรรมทั่วไป และค่อยๆ หมดพลังในการท้าทายอำนาจรัฐ” อาจารย์ยามารุดดิน กล่าวย้ำ
.
17 – แต่แม้ รศ.เอกรินทร์ จะมองต่างมุม แต่ก็สอดคล้องกันในแก่น “รัฐกำลังพยายามควบคุมโดยไม่ใช้ความรุนแรง แต่ปัญหาคือ การควบคุมเช่นนี้ ไม่ได้สร้างความเข้าใจ และไม่ได้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างแต่อย่างใด”
—————
.

MELAYU RAYA : มากกว่างานวัฒนธรรม
.
18 – รศ.เอกรินทร์ ย้ำชัดว่า “งาน MELAYU RAYA ไม่ใช่แค่เรื่องการแต่งกายหรือวัฒนธรรม
.
19 – แต่มันคือพื้นที่ที่ผู้คน บอกเล่าความฝัน สะท้อนความอัดอั้น และจินตนาการถึงสังคมที่อยากเห็น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่พูดบางเรื่องตรงๆ ไม่ได้” รศ.เอกรินทร์ กล่าว
.
20 – อาจารย์ยามารุดดิน เห็นพ้องในอีกมิติว่า “ตัวกิจกรรมเองมีความพยายามท้าทายรัฐชาติอยู่แล้ว
.
21 – แต่สิ่งที่รัฐกำลังทำ คือการดึงมันกลับมาให้เป็นเพียงกิจกรรมที่ไม่มีนัยยะทางการเมือง” อาจารย์ยามารุดดิน กล่าวอีกมิติ
—————
.

ข้อเสนอแนะ : ทางออกที่ยังต้องหาจุดร่วม
.
22 – รศ.เอกรินทร์ เสนอต่อภาครัฐว่า “รัฐควรปล่อยให้เป็นเสรีภาพจริง ไม่ใช่เล่นละคร อำนวยความสะดวกอย่างจริงใจ รับฟังข้อเสนอบนเวทีของงานจากประชาชน โดยไม่ยึดติดกรอบความมั่นคง”
.
23 – และยังเสนอต่อผู้จัดงานด้วยว่า “ควรวางแผนและประกาศล่วงหน้าให้ทุกคนได้เตรียมพร้อม เปิดพื้นที่ให้มีส่วนร่วมมากขึ้น
.
24 – ขยายกิจกรรมให้หลากหลาย เชิญกลุ่มชาติพันธุ์จากภูมิภาคอื่นๆ เข้าร่วม เพื่อสร้างความเข้าใจข้ามวัฒนธรรม” รศ.เอกรินทร์ กล่าวเสนอทิ้งท้าย
—————
.

บทสรุปทิ้งท้าย
.
25 – ในสายตาของรัฐ MELAYU RAYA อาจเป็นพื้นที่ที่ต้องจัดการ” แต่ในสายตาของผู้คน มันคือ “พื้นที่ที่ต้องมี”
.
26 – ระหว่างธงชาติที่ถูกแขวน กับเสียงของผู้คนที่พยายามเปล่งออกมา ระหว่างการอำนวยความสะดวก กับการกำกับความหมาย
.
27 – คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่าใครสามารถควบคุมพื้นที่นี้ได้ แต่พื้นที่นี้จะเปิดให้ใครเป็นตัวของตัวเองได้มากแค่ไหน
.
28 – และบางทีคำตอบของมันอาจเป็นตัวชี้วัดว่า “สันติภาพ” ในพื้นที่นี้กำลังเดินหน้า หรือเพียงแค่ถูกจัดวางให้ดูเหมือนกำลังเดินไปข้างหน้า