
บันทึกภาคสนาม :
รัฐ วาทกรรม และความเกลียดชังในปาตานี
.
เขียนโดย : ซาฮารี เจ๊ะหลง
.
ความขัดแย้งในปาตานี/ชายแดนใต้ของประเทศไทย มักถูกอธิบายผ่านภาษาของรัฐในกรอบ “ความมั่นคง” เหตุการณ์ความรุนแรงถูกเรียกว่า “ภัยคุกคาม” หรือ “การก่อความไม่สงบ” (insurgency) และคำอธิบายแบบนี้ทำให้รัฐกลายเป็นผู้มีอำนาจหลักในการนิยามทั้งเหตุการณ์และตัวตนของผู้คนในพื้นที่
.
ส่วนตัวมองจากมุมของคนทำงานด้านสื่อสิทธิมนุษยชนและสันติภาพ ภาษาที่รัฐใช้ รวมถึงมาตรการด้านความมั่นคงบางอย่าง กลับทำหน้าที่มากกว่าการควบคุมสถานการณ์ มันยังมีส่วนผลิตซ้ำ “ความเกลียดชัง” และสร้างภาพลักษณ์เชิงลบต่อสังคมมลายูมุสลิม ทั้งในระดับปัจเจกและระดับโครงสร้าง
.
ภาษา อำนาจ และการสร้าง “ศัตรู”
หนึ่งในเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดของรัฐคือ “ภาษา” ที่กำหนดการคุมคำ
คำเรียกอย่าง “ผู้ก่อการร้าย” หรือ “แนวร่วม” ถูกใช้ซ้ำอยู่ในแถลงการณ์ ข่าว และการสื่อสารของหน่วยงานรัฐอยู่เสมอ คำเหล่านี้ในหลายครั้งไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้ที่ถืออาวุธ แต่ขยายไปถึงเครือญาติ คนในชุมชน ภาคประชาสังคม หรือแม้แต่ผู้ที่ตั้งคำถามต่อรัฐ
.
ซึ่งกระบวนการแบบนี้คล้ายกับสิ่งที่ Edward Said อธิบายไว้ในแนวคิดเรื่อง “ความเป็นอื่น” (Othering) คือการสร้างภาพให้คนบางกลุ่มดูแปลกแยก น่ากลัว หรืออันตราย เพื่อให้การควบคุมของรัฐดูชอบธรรม
.
เมื่อภาพแบบนี้ถูกผลิตซ้ำไปเรื่อย ๆ สังคมส่วนกลางจึงเริ่มมองคนมลายูมุสลิมผ่านสายตาแห่งความระแวง และในที่สุดมันนำไปสู่การลดทอนความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่าย ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการสร้างสันติภาพ
.
กฎหมายพิเศษกับพื้นที่ยกเว้น
ตลอดเวลากว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา ชายแดนใต้ดำรงอยู่ภายใต้กฎหมายพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นกฎอัยการศึก หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ
.
กฎหมายเหล่านี้ทำให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นสิ่งที่ Giorgio Agamben เรียกว่า “พื้นที่ยกเว้น” (State of Exception) คือพื้นที่ที่อำนาจฝ่ายบริหารสามารถขยายตัวเหนือกฎหมายปกติ
.
ถึงกระนั้น การตรวจค้น การควบคุมตัว หรือการปิดล้อมตามอำนาจของกฎหมายพิเศษ อาจถูกอธิบายว่าเป็นความจำเป็นทางการทหาร แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันก็สร้าง “ภาพจำ” ว่าพื้นที่นี้คือพื้นที่อันตราย และผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นี่คือผู้ต้องสงสัยโดยปริยาย
.
อย่างไรก็ตามภาพจำนี้ถูกเผยแพร่ผ่านแถลงการณ์ของเจ้าหน้าที่หรือสื่อกระแสหลัก อคติจึงค่อย ๆ ฝังลึกในความรู้สึกของสังคม และกลายเป็นกำแพงที่คั่นกลางระหว่างรัฐกับประชาชนในพื้นที่
.
สงครามข่าวสารและการผูกขาดเรื่องเล่า
ในความขัดแย้งที่ซับซ้อน เรื่องเล่าเป็นสิ่งสำคัญ
รัฐมักพยายามควบคุมการเล่าเรื่องเพื่อรักษาความชอบธรรมของตน ข่าวส่วนใหญ่จึงถูกถ่ายทอดผ่านมุมมองของหน่วยงานความมั่นคงเป็นหลัก ขณะที่เสียงของเหยื่อ หรือประสบการณ์ของคนในพื้นที่กลับไม่ค่อยถูกได้ยิน
.
เรื่องเล่าบางเรื่องถูกทำให้เงียบ บางเรื่องถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็น “ฝ่ายตรงข้ามรัฐ”
ดังนั้นผลที่ตามมาคือสังคมภายนอกได้รับรู้ความขัดแย้งผ่านมุมเดียว และเมื่อเรื่องเล่ามีเพียงด้านเดียว พื้นที่ออนไลน์จึงกลายเป็นที่สะสมของอคติทางชาติพันธุ์ ซึ่งขยายตัวเป็นความเกลียดชังได้ง่าย
.
วิกฤตศรัทธา
สันติภาพไม่อาจเกิดขึ้นได้ในบรรยากาศของความหวาดระแวง
เมื่อประชาชนจำนวนมากรู้สึกว่ารัฐมองตนเป็น “ผู้ต้องสงสัย” มากกว่า “พลเมือง” ความไว้วางใจย่อมค่อย ๆ พังทลายลง
.
จะเห็นได้ว่าช่องว่างระหว่างรัฐกับสังคมมลายูปาตานีจึงยิ่งกว้างขึ้น และช่องว่างนี้เองที่ขบวนการเอกราชสามารถใช้เป็นเงื่อนไขในการระดมผู้คนได้ง่ายขึ้น
.
จากความมั่นคงแบบควบคุม สู่ความมั่นคงแบบมนุษย์
การคลี่คลายความขัดแย้งในชายแดนใต้ อาจต้องเริ่มจากการ “ปลดอาวุธทางภาษา”
สำหรับคนทำงานภาคสนามแล้ว เห็นว่ารัฐจำเป็นต้องลดการสร้างภาพของ “ศัตรู” และทบทวนแนวคิดความมั่นคงที่เน้นการควบคุม ไปสู่ความมั่นคงที่เน้นการคุ้มครองศักดิ์ศรีของมนุษย์
.
สันติภาพที่แท้จริงอาจไม่ได้วัดจากจำนวนด่านตรวจ หรือความเข้มงวดของกฎหมายพิเศษ แต่วัดจากความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อรัฐ ว่ารัฐคือผู้พิทักษ์ความยุติธรรม ไม่ใช่ผู้ผลิตความหวาดกลัวหรือความเกลียดชัง
..
รายการอ้างอิง :
– Agamben, G. (2005). State of Exception. University of Chicago Press.
– Said, E. W. (1978). Orientalism. Pantheon Books.
– ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี. (2560). ความรุนแรงและความขัดแย้งในชายแดนใต้: มิติเชิงโครงสร้างและทางออก. สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.
– รายงานคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กสส.). (2549). เอาชนะความรุนแรงด้วยพลังแห่งสมานฉันท์.