พี่จ๋า เปลี่ยนมุมมองผู้ฅน ให้เห็นศักยภาพผู้พิการ

พี่จ๋า เปลี่ยนมุมมองผู้ฅน ให้เห็นศักยภาพผู้พิการ
.
พี่ชื่อ นางสาวอภิญญา ไชยชนะ หรือ “พี่จ๋า” เป็นฅนอำเภอรือเสาะ เดิมทีพี่ไม่ได้พิการแต่กำเนิด แต่ต้องกลายเป็นผู้พิการในช่วงเดือนมีนาคม ปี 2558 จากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ ซึ่งถูกยิงเข้าที่ไขสันหลังทำให้เส้นประสาทขาดและเป็นอัมพาตตั้งแต่ช่วงเอวลงไป
.
ก่อนหน้าที่จะประสบกับเหตุการณ์ พี่จ๋าเคยทำงานเป็นลูกจ้างอยู่ที่ อบต. ในจังหวัดสงขลา โดยรับผิดชอบงานด้านประชาสัมพันธ์ รวมถึงงานด้านเด็ก ผู้สูงอายุ เยาวชน และผู้พิการ ทำให้มีพื้นฐานความรู้และความเข้าใจในงานด้านสวัสดิการสังคมอยู่ก่อนแล้ว
.
จุดเริ่มต้นที่ทำให้พี่ออกมาทำงานขับเคลื่อนสิทธิ์ พี่ไม่ได้เริ่มจากการสังกัดองค์กรใด ๆ แต่เริ่มจากความรู้สึกเบื่อที่ต้องอยู่แต่ในบ้านหลังจากพิการ พี่จึงเริ่มลงพื้นที่เยี่ยมเยียนคนพิการในหมู่บ้านด้วยตัวเอง โดยมีครอบครัว มีแม่และน้า คอยให้การสนับสนุนและพาไปลงพื้นที่
.
การเปลี่ยนทัศนคติของครอบครัวมีความสำคัญต่อฅนพิการในพื้นที่ เพราะครอบครัวเป็น “กุญแจสำคัญ” ที่จะตัดสินใจว่าจะยอมปล่อยให้ฅนพิการออกมาใช้ชีวิตในสังคมหรือไม่ โดยครอบครัวส่วนใหญ่มักมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยและไม่มั่นใจว่าคนอื่นจะดูแลฅนพิการได้ดีเท่ากับฅนในครอบครัว เช่น ในกรณีของพี่จ๋าเอง ช่วงแรกที่พี่เริ่มทำงาน น้าสาวที่เป็นครูต้องขอติดตามไปด้วยทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เพราะไม่ไว้ใจว่าเพื่อนร่วมงานจะดูแลพี่จ๋าได้ดีแค่ไหน
.
การที่ครอบครัวได้เห็นว่าฅนพิการสามารถช่วยเหลือตัวเองและอยู่ร่วมกับเพื่อนในสังคมได้ จะช่วยให้พวกเขาลดความกังวลและยอม “ปล่อย” ให้ฅนพิการได้ใช้ชีวิตอิสระมากขึ้น พี่จ๋าจึงใช้วิธีแนะนำให้ผู้ปกครองลองออกมาทำกิจกรรมพร้อมกับลูกในช่วงแรก เพื่อให้เห็นกับตาว่าลูกของเขาทำได้
.
พี่จ๋าพบว่า กลุ่มผู้หญิงพิการมักจะถูกให้อยู่แต่ในบ้าน การเข้าไปปรับทัศนคติพ่อแม่จึงเป็นเรื่องจำเป็นมาก เพื่อสื่อสารว่าการเป็นผู้หญิงพิการก็สามารถออกมาทำงานหรือทำกิจกรรมข้างนอกได้เช่นกัน
.
แรงผลักดันสำคัญที่ทำให้พี่จ๋ากลายเป็นนักพิทักษ์สิทธิ์อย่างเต็มตัว

พี่จ๋าเห็นความแตกต่างระหว่างฅนพิการในเมืองกับชนบท และต้องการให้ฅนพิการใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ออกมาใช้ชีวิตข้างนอกได้เหมือนฅนในพื้นที่อื่น พี่พบว่าคนในพื้นที่มักมองฅนพิการด้วยสายตาที่แสดงความสงสารหรือมองว่าเป็นภาระ แล้วก็พบว่าฅนพิการส่วนใหญ่จบเพียงชั้น ป.6 ทำให้ขาดความรู้ที่จะไปเรียกเรียกสิทธิ์ให้ตัวเอง พี่จึงตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ถ้าฉันไม่ทำ แล้วใครจะทำ”
.
ต่อมาทางสมาคมฅนพิการจังหวัดนราธิวาสเห็นการทำงานของพี่จึงชวนให้เข้าร่วมทำงาน พี่จ๋าถือเป็นฅนไทยพุทธเพียงฅนเดียวในสมาคมที่มีสมาชิกส่วนใหญ่เป็นมุสลิม บทบาทหน้าที่ของพี่จ๋าในช่วงแรกคือการเป็น “ตัวกลาง” เข้าไปพูดคุยปรับทัศนคติกับผู้ปกครองของฅนพิการโดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิง ให้ยอมปล่อยให้ลูกหลานออกมาใช้ชีวิตในสังคม
.
มีหลายเหตุการณ์ที่พี่ต้อง ‘งัด’ กับระเบียบที่ไม่เป็นธรรม อย่างครั้งหนึ่งที่หน่วยงานรัฐ ศอ.บต. มีระเบียบห้ามผู้พิการร่วมโครงการไปแสวงบุญ ทั้งอุมเราะห์และสังเวชนียสถาน เพียงเพราะเขากลัวว่าเราจะเป็นภาระ พี่ต่อสู้กับหน่วยงานรัฐ ศอ.บต. ที่ระบุว่าผู้พิการไม่สามารถร่วมโครงการไปอุมเราะห์ของพี่น้องมุสลิม และสังเวชนียสถาน ของพี่น้องชาวพุทธ พี่ถึงขั้นขู่ว่าจะนำฅนพิการ 50 รถเข็นไปประท้วงและไลฟ์สดให้สื่อดู จนในที่สุดหน่วยงานยอมแก้ระเบียบให้คนพิการได้ไปแสวงบุญตามสิทธิ์
.
พี่พยายามขับเคลื่อนให้ผู้พิการจากสถานการณ์ความไม่สงบได้รับเงินเยียวยา 4,500 บาทตลอดชีวิต แทนที่จะโดนตัดสิทธิ์เมื่อครบ 10 ปี จนมีโอกาศนำเรื่องราวความเดือดร้อนและการถูกเอาเปรียบของฅนพิการใน 3 จังหวัดไปสะท้อนบนเวทีระดับโลกที่กรุงเจนีวา เพื่อให้ต่างชาติรับรู้ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
.
เป้าหมายสูงสุดของพี่จ๋าในการเป็นนักพิทักษ์สิทธิ์ คือการสร้าง “เสรีภาพและสันติภาพ” ที่แท้จริง โดยที่คนไทยพุทธและมุสลิมสามารถพูดคุยและทำงานร่วมกันเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของฅนพิการในพื้นที่ให้อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข