79 ปี “ข้อเรียกร้องชาวมลายูปาตานี” บทเรียนของการต่อสู้ด้วยสันติวิธี


กองบรรณาธิการ THE MOTIVE
.
เมื่อเข็มนาฬิกาเวียนมาบรรจบครบ 79 ปี หากย้อนกลับไปในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2490 (ค.ศ.1947) การประชุมคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี ภายใต้การนำของ ตวนฆูรู หะยีสุหลง อับดุลกาเดร์ บรรยากาศในวันนั้นคละคลุ้งไปด้วยความหวังและความตึงเครียด การรวมตัวของปัญญาชนและประชาชนเพื่อร่างคำขอร้องด้านศาสนาและอัตลักษณ์ มิใช่เพียงการขีดเขียนลงบนแผ่นกระดาษ แต่คือการกลั่นเอาความอัดอั้นจากนโยบาย “รัฐนิยม” ในยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่พยายามหลอมรวมตัวตนมลายูให้กลายเป็นไทยเพียงเนื้อเดียว แรงกดทับเหล่านั้นได้ผลักดันให้เกิดการตกผลึกเป็นข้อเรียกร้องที่ประวัติศาสตร์จดจำในนาม “7 ข้อเสนอ”
.
เราขอชวนผู้อ่านย้อนเดินกลับไปสำรวจหน้าประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ด้วยสันติวิธี เมื่อ 79 ปีที่แล้ว
.
หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังอยู่ในภาวะ “ตื่นตัว” กลิ่นอายแห่งการปลดปล่อยชาติขจรขจายขยายตัวไปทั่ว เพื่อนบ้านอย่างมลายาขยับตัวสู่การเป็น Malayan Union ในปี 2489 (ค.ศ.1946) ซึ่งส่งแรงกระเพื่อมทางความคิดมายังปัญญาชนมลายูปาตานีอย่างรุนแรง นี่คือจังหวะนัดพบทางประวัติศาสตร์ กระตุ้นการตื่นรู้ และการปลดแอกตนเองจากการเป็นอาณานิคมของต่างชาติ
.
ในขณะที่โลกแถบแหลมมลายูกำลังพูดถึงเรื่องเสรีภาพและการกำหนดชะตากรรมของตนเอง พื้นที่ปาตานีกลับยังคงเจ็บช้ำจากบาดแผลของนโยบายชาตินิยมในยุคของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่พยายามหล่อหลอมความเป็นชาติให้เป็นไทยแบบเดียว พร้อมกับลบเลือนความทรงจำแห่งอัตลักษณ์มลายู ผ่านการใช้อำนาจของข้าราชการจากส่วนกลาง ความตึงเครียดดังกล่าวได้ผลักให้ผู้คนในพื้นที่ต้องเผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบาก ระหว่าง “การยอมจำนนต่อโครงสร้างอำนาจ” หรือ “การลุกขึ้นเรียกร้องสิทธิและศักดิ์ศรีของตนเอง”
.
หากใครเคยพลิกอ่านหนังสือ เรื่อง “การต่อต้านนโยบายรัฐบาลในสี่จังหวัดภาคใต้ของประเทศไทย โดยการนำของหะยีสุหลง อับดุลกาเดร์” ของคุณเฉลิมเกียรติ ขุนทองเพชร (พ.ศ. 2529) แล้วลองพินิจพิเคราะห์ “7 ข้อเสนอ” ด้วยแว่นตาของนักรัฐศาสตร์สมัยใหม่ เราจะพบข้อเท็จจริงที่น่าทึ่งว่า นี่คือ “นวัตกรรมทางการเมือง” ที่ล้ำสมัยอย่างยิ่งในยุคนั้น
.
ในวันที่กระแสโลกยังไม่คุ้นชินกับคำว่า “การกระจายอำนาจ” (Decentralization) แต่หะยีสุหลงและคณะกลับสามารถกลั่นกรองแนวคิดการจัดการตนเอง ภายใต้บริบทของรัฐเดี่ยวได้อย่างมีหลักการ ข้อเรียกร้องเหล่านี้ไม่ใช่เพียงการตีโพยตีพายต่อความไม่เป็นธรรม แต่คือการวางโครงสร้างเชิงสถาบันที่พยายามหาจุดสมดุลระหว่าง “อัตลักษณ์ทางศาสนา” กับ “ความเป็นพลเมือง” ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่เคารพความแตกต่างหลากหลาย
.
ภายหลังการสิ้นสุดอำนาจของรัฐบาลในยุคสมัยของจอมพล ป. รัฐบาลพลเรือนที่เข้ามาบริหารประเทศในเวลาต่อมาเริ่มพยายามมองหาทางออกต่อความตึงเครียดในพื้นที่ชายแดนใต้ ด้วยนโยบายที่ถูกเรียกว่า “สมานฉันท์” โดยมีการจัดตั้ง “คณะกรรมการสอดส่องภาวะการณ์ 4 จังหวัดภาคใต้” ขึ้น เพื่อรับฟังปัญหาและข้อร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่
.
ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองเช่นนั้นหะยีสุหลงในฐานะประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี มองเห็นโอกาสสำคัญที่จะส่งเสียงของประชาชนไปถึงรัฐส่วนกลาง ท่านจึงรวบรวมข้อเรียกร้องและยื่นหนังสือต่อรัฐบาลเมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2490 ด้วยความหวังว่ารัฐไทยจะสามารถยอมรับความแตกต่างทางศาสนา ภาษา และอัตลักษณ์ของผู้คนในพื้นที่ และเปิดทางสู่การอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน
.
ภายใต้ 7 ข้อเสนอ ที่มี ตวนกูรู หะยีสุหลง เป็นตัวแทนยื่นคำร้องนั้น หากจะชวนเราถอดรหัสทั้ง 7 ข้อ เราจะพบว่ามันคือการวางรากฐานโครงสร้างความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างรัฐส่วนกลางกับท้องถิ่น
.

 ข้อเสนอที่ขอให้แต่งตั้งบุคคลฅนหนึ่งซึ่งมีอำนาจเต็ม มาปกครองใน 4 จังหวัด บุคคลผู้นี้จักต้องถือกำเนิดในพื้นที่ และ ข้าราชการใน 4 จังหวัด จักต้องเป็นมุสลิม จำนวน 80% นี่คือการต่อรองกันในเรื่องอำนาจที่มาจากความชอบธรรม การขอให้ผู้ปกครองสูงสุดเป็นฅนมุสลิมที่มาจากฅนใน ไม่ได้มาจากการโยกย้ายตามระบบของทางการ
.
กำหนดสัดส่วนข้าราชการมลายูถึงร้อยละ 80 ในทุกแผนก เพื่อทำลายกำแพงทางภาษาและวัฒนธรรมที่ขวางกั้นการบริการของรัฐ
.

 ข้อเสนอด้านภาษาให้ใช้ภาษามลายูและภาษาไทย เป็นภาษาราชการของ 4 จังหวัด และให้ใช้ภาษามลายูเป็นภาษากลางของการเรียนการสอนในโรงเรียน ในเชิงโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง “รัฐ” กับ “พลเมือง” ข้อเสนอนี้ถือเป็นการเรียกร้องให้รัฐหยุดนโยบาย “การกลืนกลายทางวัฒนธรรม” (Assimilation) ที่พยายามทำให้ทุกคนเป็นไทยเหมือนกันหมด และเป็นความพยายามสร้าง “ระบบนิเวศทางความรู้” ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของฅนในพื้นที่
.

 ข้อเสนอด้านการบังคับใช้กฎหมาย ให้ใช้กฎหมายมุสลิมในศาลศาสนา แยกออกไปจากศาลจังหวัด และ จัดตั้งคณะกรรมการมุสลิมมีอำนาจเต็ม ในการดำเนินการเกี่ยวกับคนมุสลิมทุกเรื่องโดยให้อยู่ในอำนาจสูงสุด นับเป็นข้อเสนอที่ท้าทายโครงสร้าง “รัฐรวมศูนย์อำนาจ” ข้อเสนอนี้ปัจจุบันอาจเรียกว่า “Power Sharing” การแบ่งปันอำนาจ หรือ “หุ้นส่วนในการปกครอง” ลดอำนาจส่วนกลาง (Decentralization) เป็นการดึงอำนาจการตัดสินใจจากกรุงเทพฯ มาไว้ที่ “ฅนในพื้นที่” เพื่อให้การบริหารจัดการสอดคล้องกับบริบททางสังคมและศาสนา
.

 ข้อเสนอด้านรายได้ภาษีเงินได้และภาษีทั้งปวงที่เก็บจาก ประชาชนใน 4 จังหวัด จักต้องใช้จ่ายเฉพาะใน 4 จังหวัดเท่านั้น เป็นข้อเรียกร้องในเชิง “เศรษฐศาสตร์การเมือง” ตัดวงจรดังกล่าว เพื่อให้เม็ดเงินที่เกิดจากหยาดเหงื่อของคนในพื้นที่ ถูกใช้เพื่อแก้ปัญหาของคนในพื้นที่โดยตรง ตัดวงจรการส่งเข้าคลังที่กรุงเทพฯ เป็นการป้องกันไม่ให้ทรัพยากรจากพื้นที่ (เช่น ยางพารา หรือแร่ธาตุ ก๊าซธรรมชาติ) ถูกส่งออกไปสร้างความมั่งคั่งให้เมืองหลวงเพียงอย่างเดียว นำไปสู่การจัดการทรัพยากรอย่างเป็นธรรมแก่เจ้าของทรัพยากร
.
น่าเสียดายที่รัฐไทยในเวลานั้นไม่ได้มองเห็น “สันติวิธี” จากข้อเสนอเหล่านี้ แต่กลับตีความด้วยความระแวงว่านี่คือ “การแบ่งแยกการปกครอง” ดำเนินคดีในข้อหา “โปลิติก”
.

 ในวันที่ 3 เมษายน 2490 (ค.ศ.1947) เมื่อข้อเสนอถูกยื่นต่อคณะกรรมการสอดส่องภาวะการณ์ฯ แทนที่รัฐจะมองเห็น “ทางออก” เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ รัฐไทยในขณะนั้นกลับมองเห็น “ภัยคุกคาม” คำตอบที่ได้รับคือความว่างเปล่า การถูกปฏิเสธและจบลงด้วยการตีตราว่าเป็น “กบฏ” ต้องการแบ่งแยกดินแดน นำไปสู่การจับกุม ดำเนินคดี และโศกนาฏกรรมที่ยังคงเป็นแผลเป็นในใจของคนปาตานีมาจนถึงปัจจุบัน
.

79 ปีผ่านไป บทเรียนที่มีต้นทุนถึงชีวิต
.
สำหรับนักเคลื่อนไหวและผู้ทำงานด้านสังคมในปาตานีวันนี้ ข้อเรียกร้องของหะยีสุหลงมิได้เป็นเพียง “เอกสารเก่า” ที่ถูกเก็บไว้ในหอจดหมายเหตุ หากแต่เป็นเสมือน “เข็มทิศทางความคิด” ที่เตือนให้เห็นว่าการเคลื่อนไหวด้วยแนวทาง สันติวิธีมีต้นทุนของมันเอง หะยีสุหลงเลือกเส้นทางของการเจรจา การใช้เหตุผล และการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่เส้นทางเช่นนี้จำเป็นต้องมี “คู่สนทนา” ที่เปิดกว้างเพียงพอจากฝ่ายรัฐ ขณะเดียวกัน เรื่องราวนี้ยังย้ำเตือนว่าสันติวิธีมิใช่สัญลักษณ์ของความอ่อนแอ หากเป็นการต่อสู้ที่ยืนอยู่บนฐานของ ข้อมูล เหตุผล และความชอบธรรมทางศีลธรรม
.
การเคลื่อนไหวต้องยึดโยงกับความปรารถนาของประชาชน หรือ “เจตจำนงของประชาชน” อัตลักษณ์คือหัวใจของการเคลื่อนไหวที่ยั่งยืนต้องยึดโยงกับรากเหง้าทางวัฒนธรรม ศาสนา และภาษา
.
การเมืองเรื่องพื้นที่ปัญหาปาตานี/ชายแดนใต้ไม่ใช่เรื่องของความมั่นคงทางทหารเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” และ “สิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเอง” ความอดทนทางยุทธศาสตร์ แม้ข้อเสนอจะถูกปฏิเสธในวันนั้น เมื่อ 79 ปีที่แล้ว แต่ประเด็นเรื่องกระจายอำนาจ การศึกษา เศรษฐกิจ ทรัพยากร ยังคงเป็น “วาระปาตานี” หรือ “เจตจำนงทางการเมือง” ที่ยังคงต้องขับเคลื่อนต่อในวันนี้

.
พุทธพล มงคลวรวรรณ. “ข้อเท็จจริงบางประการ เกี่ยวกับ ‘ข้อเรียกร้อง 7 ข้อของหะยีสุหลง’.” วารสารรูสมิแล, วารสารปีที่ 30 ฉบับที่ 3 (กันยายน-ธันวาคม 2552): 15-27.